วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แนะนำ ประเทศลาว

แนะนำประเทศลาว



สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้สถาปนาขึ้นในปี พุทธศักราช 2518 เป็นประเทศแห่งขุนเขาที่สลับซับซ้อนและเป็นอาณาจักรท่ามกลางวงล้อมของแผ่นดิน เนื่องจากทางทิศเหนือติดกับประเทศจีน  ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับประเทศพม่า และทางทิศตะวันออกติดกับประเทศเวียดนาม  ทางทิศใต้ติดกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม ส่วนทางทิศตะวันตกติดกับประเทศไทย  โดยมีแม่นํ้าโขงเป็นพรมแดนทางธรรมชาติ ที่เชื่อมความสัมพันธ์กันไว้อย่างเหนียวแน่น

ประเทศไทยและลาว ได้ชื่อว่า เป็นบ้านพี่เมืองน้องกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล โดยการสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกันกับชาวไทย เริ่มด้วยการอพยพจากแผ่นดินจีน เข้ามายังดินแดนแถบนี้ และแยกย้ายมาเป็นชาวไทยและชาวลาว

ทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรม ประเพณีและ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่คล้ายคลึงกันมาก ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก ทั้งความเจริญทางด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยี แบบตะวันตก แต่ประเทศลาว ถูกจำกัดด้วยระบบระเบียบของประเทศเจ้าอาณานิคม การปิดการสื่อสาร และ ช่องทางจากโลกภายนอก ทำให้ประเทศลาว ถูก staff ไว้ ให้หยุดนิ่งเป็นเวลาเนิ่นนาน จนกระทั่งประเทศฝรั่งเศส ได้มอบเอกราชให้กับชาวลาว ประเทศลาว จึงกลับเข้าสู่สายตาชาวโลกอีกครั้ง ด้วยภาพลักษณ์ของเมืองพุทธ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมที่ดีงามที่มีมาตั่งแต่ดั้งเดิม รวมถึงวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สดชื่น เขียวชอุ่ม วิถีชีวิตของผู้คนที่สงบเรียบง่าย  อาหารหลักของชาวลาวก็คือ ข้าวเหนียว โดยใช้มือเปิบกินอย่างพอดีคำ  ส่วนกับข้าวก็มีหลากหลายกันไป เช่น  นํ้าพริก ผักต้ม ส้มตำ ปลาร้า  ซึ่งคล้ายคลึงกับอาหารอีสานของชาวไทยเรา  แต่วิถีการกินอาหารของชาวลาว ได้รีบการถ่ายทอดต่อมายังลูกหลายว่า " เปิดกระติบข้าวเหนียวแล้ว ต้องปิดให้สนิท เดี่ยวต่อไปจะไม่มีกิน " ซึ่งจะเป็นอย่างที่ว่ารึป่าว ก็มิอาจรู้ได้ แต่ทุกคนก็จะปิดกระติ้บข้าวเหนียว เพื่อที่จะได้กินข้าวเหนียวที่ร้อนนุ่มและอร่อยมาก  และที่ลาวมีอาหารยอดนิยมอีกอย่างที่ได้รับตกทอดมาจากประเทศฝรั่งเศสที่เรียกว่า ข้าวจี่  เป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมกันมากในเขตเมืองหลวง และเมืองใหญ่ของประเทศลาว รูปร่างเป็นขนมปังฝรั่งเศส ที่มีความยาวเกือบศอก  อบใหม่ร้อนๆ ออกจากเตาทุกวัน ตรงกลางราดนมข้นหรือทาเนย โรยนํ้าตาล หรือแม้กระทั่งว่าจะสอดไส้ด้วยตับบด หมูยอ ไข่ดาว หรือ ไข่เจียว  ถ้าจะให้อร่อยครบสูตร จะต้องรับประทานพร้อมกับ กาแฟ ร้อนๆ หอมกรุ่น ซึ่งเป็นผลผลิตภายในประเทศ และได้รับยกย่องให้เป็นกาแฟรสดี ติดอันดับหนึ่งในโลก นับได้ว่าเป็นอาหารรสเลิศของชาวลาวกันเลยทีเดียว


ปัจจุบันเมืองหลวงของลาว ก็คือเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศ เป็นเมืงหลวงซึ่งได้รวบรวมเอกลักษณะของสถาปัตยกรรม ทั้งของลาวและฝรั่งเศสเข้ารวมด้วยกันอย่างกลมกลืน  แต่เมืองรูปพระจันทร์เสี้ยวแห่งนี้ สงบและซบเซามาก เมื่อเที่ยบกับเมืองหลวงที่เร่งรีบและสับสนแห่งอื่นในเอเชีย


ก้าวแรกสู่การเหยียบย่างสู่เมืองเวียงจันทน์  บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน ถนนหนทางสะอาด  การเคลื่อนไหวของรถยนต์และผู้คน ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอด 2 ข้างทาง ถนนหนทาง ตึกรางบ้านช่อง ถูกสร้างแบบเรียบง่าย จะมีสิ่งที่โดดเด่นที่สุดท่ามกลางใจกลางเมือง ก็คือ ประตูชัยแห่งอิสรภาพ ประตูชัยนี้ได้ถูกออกแบบคล้ายประตูชัย ณ กรุงปารีส จะต่างกันตรงที่ลวดลายที่แกะสลักตามศิลปะแบบลาว  ซึ่งได้แก่ พระพุทธรูปแบบลาว ประตูชัยเป็นที่รู้จักของชาวลาว ตามชื่อที่เรียกว่า  ดันเดรนาวตัน  ถัดมาทางตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย ก็คือ พระธาตุหลวง สถาปัตยกรรมสีทองสุดเปล่งปลั่ง ที่เป็นทั้งสัญลักษณ์ประจำชาติ และศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของชาวลาว ตามตำนานของพระธาตุแห่งนี้ สร้างขึ้นภายหลังจากพระภิกษุ ชาวลาว 5 รูป ได้เดินทางไปศึกษาที่อินเดีย  และได้อันเชิญพระอุรางคธาตุ ซึ่งเป็นส่วนกระดูกหัวเหน่าของพระสัมมาสัมพทธเจ้า กลับมายังนครเวียงจันทน์ พระธาตุแห่งนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า  พระธาตุเจดีย์โลกจุฬามณี แสดงให้เห็นถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แทนความเป็นเอกราชและประชาธิปไตยของลาว มาตั้งแต่อดีต ความปราณีต บรรจง ในศิลปะวัฒนธรรมขั้นสูง และเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมศิลแบบลาวล้านช้าง ในสมัยเจริญรุ่งเรือง  จุดที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ  หอคำ  เป็นเรือนรับรองชาวต่างประเทศของรัฐบาลประเทศลาว  เป็นอาคาร 2 ชั้น ก่อด้วยอิฐและปูน แบบทันสมัย มีธงชาติลาวประดับอยู่หน้าอาคาร  ดูเรียบและสง่างามเลยทีเดียว  และใกล้ๆกันนั้น ก็มี หอพระแก้ว หรือ  วัดพระแก้ว แต่เดิมเคยเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ และเป็นที่ประดิษสถานพระแก้วมรกต  ปัจจุบันวัดแห่งนี้ได้รับการบูรณะใหม่ให้ทรงรูปแบบเดิม และเปิดไว้ให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ  สำหรับหอพระแก้วนี้  เป็นที่น่าสังเกตุก็คือ เป็นวัดหลวงที่ไม่มีภิกษุอยู่จำวัด ตามจารีตเดียวกับประเทศไทย ที่ไม่มีพระสงฆ์จำวัด ณ วัดศรีรัตนศาสนดาราม หรือวัดพระแก้วของประเทศไทยนั่นเอง

เวียงจันทน์ เป็นเมืองหลวงที่มีความโดดเด่นในเรื่องการศรัทธาของชาวลาว ที่มีต่อพุทธศาสนา และเป็นเมืองเล็กๆที่มีวัดพุทธมากมายถึง 120 วัด แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปหลายศตวรรธ แต่ชีวิตของผู้คนก็ยังคงผูกพันธ์กับวัด และพระรัตนตรัย ไม่มีเสื่อมคลาย

พุทธศาสนา ได้เข้าสู่ประเทศลาวครั้งแรก ประมาณปีพุทธศักราช  612  ลัทธิมหายาน ตามแบบจีน ภายหลังได้กลับมานับถือผีสางเทวดา จนกระทั้งได้รับพุทธศาสนานิกายเถรวาท มาจากประเทศกัมพูชา ในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มและครั้งนั้นเองที่ได้มีการนำพระไตรปิฏกและพระพุทธรูปปรางห้ามญาติ นามว่า พระบาง  มาประดิษสถานเป็นพระคู่บ้าน คู่เมือง ของประเทศลาว ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา

ในรัชสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด ได้สร้างวัดสำคัญๆ มากมายถึง 120 วัด นอกจากนั้นยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมือง อีกอย่างหนึ่งก็คือ หลวงพ่อพระใส ตั้งอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย  เป็นพระพุทธรูปปรางมารวิชัย มีลักษณะงดงาม หล่อด้วยทองคำแท้ ตามตำนานเล่าว่า พระไชยเชษฐาธิราช ได้ประสงค์จะสร้างพระประจำพระองค์ของพระธิดาทั้ง 3  มีพระนามว่า พระเสริม พระสุข พระะใส เวลาผ่านไปได้มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปทั้ง 3 เหล่านี้ แต่ได้เกิดอัศจรรย์ ต่างๆ เช่น หลวงพ่อพระสุข ได้แหกแพ จมหายไปในนํ้า บริเวณปางนํ้างีม ซึ่งต่อมาเรียกบริเวณนั้นว่า เวินสุข  หลวงพ่อพระสุข ได้จมหายไปจนกระทั่งถึงทุกวันนี้  ส่วนพระใส ได้ปาฏิหารเกวียนหักทีหนองคาย ทำให้ไม่สามารถอันเชิญท่านไปไหนได้ สุดท้ายจึงได้มาประดิษสถานเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวหนองคาย ที่วัดโพธิ์ชัย ส่วนพระเสริมได้อันเชิญมาประดิษสถานที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร ที่มีพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทยและลาวอีกมากมาย ได้แก่ หลวงพ่อพระองค์ตื้อ  เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ ปรางมารวิชัย ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ด้วยความศรัทธาของประชาชน ได้ชักชวนกันเรี่ยรายทองเหลืองและทองแดง ได้นํ้าหนักถึง 1 ตื้อ หรือ 1000 ล้าน ลองนึกดูเล่นๆก็ได้น่ะว่า จะหนักซักแค่ไหน  นอกจากความหนักอันไม่มีประมาณของพระเจ้าองค์ตื้อแล้ว  พระองค์มีความศักดิ์สิทธิ์มากมายเลยทีเดียว  นั่นคือ ในช่วงสงคราม พวกข้าศึกได้นำดาบมาฟันที่องค์ท่านและเห็นเลือดออกมาจากรูปหล่อพระวรกาย รวมถึงได้ยินเสียงร้องที่เปล่งออกมาจากพระโอษฐ์อีกด้วย  ไม่ใช่แค่ความศักดิ์สิทธ์ของพระพุทธรูปต่างๆ ที่สร้างขึ้นจากพลังของความบริสุทและความศรัทธาของชาวเมืองน่ะ  แม้แต่วัดวาอาราม ก็วิจิตรเกินบรรยายได้ ดั่งเช่น วัดศรีสระเกตุ  สร้างโดยเจ้าอนุวงศ์  ได้ออกแบบตามศิลปะไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ผนังด้านในของพระระเบียง ล้อมรอบพระอุโบสถเอาไว้ มีการเจาะสุ้มเล็กๆขึ้น สำหรับประดิษสถานพระพุทธรูปเงินและพระพุทธรูปดินเผากว่า 2000 องค์ ส่วนใหญ่เป็นพระที่สร้างขึ้นที่เมืองเวียงจันทน์  ปัจจุบันวัดศรีสระเกตุ เป็นที่ประทับของพระสังฆราชลาว

ไม่ว่าสภาพสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของประเทศลาวจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็ยังยึดมั่นตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้ว่าทุกอรุณรุ่งของวันใหม่ ชาวลาว ทั้งผู้เฒ่า และ หนุ่มสาว อยู่ในเครื่องแต่งกายพื้นบ้าน นุ่งผ้าชิ่น หรือ มีผ้าสะไบพาดบ่า หอบกระติกขนาดใหญ่มาตั้งแถวเรียงรายอยู่สองฟากถนน เพื่อรอพระภิกษุสงฆ์และสามเณรนับร้อย จากหลายวัด ทยอยกันเดินออกมาเป็นแถวเพื่อรับบาตร โดยมีธรรมเนียมการใส่บาตร คือ ผู้ชายยืนใส่บาตร ส่วนผู้หญิง ก็จะนั่งคุกเข่า หรือ นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่กับพื้น ด้วยอาการสำรวมสงบนิ่ง  อาหารที่นำมาใส่บาตรก็มีเพียงข้าวเหนียวร้อนๆ หยิบเป็นก้อนพอคำ ส่วนอาหารหวานคาว นำไปถวายที่วัดต่างหาก  วัฒนธรรมที่ดีงามยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป  และยิ่งจะรักษาความดีงามนี้ไว้ สืบนานเท่านาน

วัด เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว ภาพที่หาดูได้ยากในประเทศอื่นๆ ก็คือ เด็กๆ ได้มาศึกษาหาความรู้จากวัด เวลาว่างก็มาวิ่งเล่นตามประสา  ส่วนผู้ใหญ่ก็ได้มาหาที่พึ่งทางใจ สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ สร้างกุศลกันเป็นประจำทุกวัน นี่แหละ ประเทศลาว สมกับเป็นประเทศแห่งพระพุทธศาสนาที่น่ายกย่อง เชิดชู เพราะ ทุกคนต่างเคารพในพระคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ปรับใช้กับวิถีชีวิต ให้เป็นปกติ ดังนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเพียงใด ศรัทธาของพุทธศานิกชนที่นี่ ก็จะยังคงดำรงอยู่ตลอดไป